PRP กับข้อเข่าเสื่อม — รู้ก่อนฉีด ใครเหมาะ ใครไม่เหมาะ

 




ปวดเข่ามา 3 ปี ฉีดยาแก้ปวดก็แล้ว กินยาก็แล้ว ขึ้นบันไดยังเสียวจนต้องเกาะราว เคยได้ยินคนรอบข้างบอกว่า "ลองฉีด PRP สิ" บ้างก็บอกว่าหายปวดเป็นปลิดทิ้ง บ้างก็บอกว่าฉีดไปเสียเงินเปล่า

ตกลง PRP คือคำตอบจริงไหม แล้วใครฉีดได้ผล ใครฉีดไม่คุ้ม

―――――――――――――――――――――――

PRP กับข้อเข่าเสื่อม — รู้ก่อนฉีด ใครเหมาะ ใครไม่เหมาะ

―――――――――――――――――――――――

คุณแม่บุญมา อายุ 58 ปี ทำงานขายของในตลาด ปวดเข่าทั้งสองข้างมา 2 ปี ตอนเช้าลุกจากเตียงเข่าฝืดต้องค่อยๆ ขยับ เดินขึ้นบันไดต้องเกาะราว นั่งยองๆ ไม่ไหวมาหลายเดือน เคยกินยาแก้อักเสบติดต่อกัน 6 เดือน อาการดีขึ้นบ้าง แต่พอหยุดยาก็ปวดกลับมาเหมือนเดิม แถมเริ่มมีปัญหากระเพาะ

เอกซเรย์พบว่าเป็นข้อเข่าเสื่อม "ระยะที่สอง" คือเริ่มเสื่อม ช่องว่างในข้อยังพอมีอยู่ ยังไม่ถึงขั้นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อ คุณแม่บุญมาไม่อยากกินยาตลอดชีวิต ไม่อยากผ่าตัด หมอจึงคุยถึงทางเลือกหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจ "การฉีด PRP เข้าข้อเข่า"

PRP คืออะไร เข้าใจง่ายๆ

PRP ย่อมาจากคำว่า "พลาสมาเข้มข้นที่อุดมไปด้วยเกล็ดเลือด" (Platelet-Rich Plasma) วิธีทำคือเจาะเลือดของคนไข้เองประมาณ 20 ถึง 60 มิลลิลิตร แล้วเอามาปั่นแยกในเครื่องเฉพาะ จนได้ "ส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น" สูงกว่าปกติหลายเท่า จากนั้นจึงฉีดกลับเข้าไปในข้อเข่า

เกล็ดเลือดที่ว่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ห้ามเลือดเท่านั้น แต่ยังเป็น "โรงงานเล็กๆ" ที่ปล่อยสารกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อออกมาหลายชนิด ทำให้ข้อที่อักเสบเรื้อรังสงบลง และอาจช่วยชะลอการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ข้อเข่าเสื่อม คือบานพับประตูที่ขึ้นสนิม PRP เปรียบเหมือนน้ำยาบำรุงที่ช่วยลดการอักเสบและพยายามฟื้นฟูบานพับให้กลับมาใช้งานได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนบานพับใหม่ ถ้าบานพับพังจนหลุดแล้ว น้ำยาก็ช่วยอะไรไม่ได้

PRP ได้ผลจริงหรือไม่ ดูจากงานวิจัยล่าสุด

นี่คือเรื่องที่ต้องพูดให้ตรงไปตรงมา PRP ไม่ใช่ยาวิเศษ และไม่ใช่ทุกคนที่ฉีดแล้วจะหาย

จากการรวบรวมงานวิจัยคุณภาพสูงล่าสุด ปี 2024 ถึง 2025 พบว่า

"[1]" การวิเคราะห์รวมงานวิจัยขนาดใหญ่ปี 2025 ในวารสาร American Journal of Sports Medicine โดยทีม Bensa รวมข้อมูลผู้ป่วยจำนวนมากจากงานวิจัยแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม พบว่า PRP ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มการทำงานของข้อเข่าได้ "อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก" เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำเกลือ และผลลัพธ์ดีขึ้นเมื่อใช้ PRP ที่มีความเข้มข้นของเกล็ดเลือดสูง

"[2]" การวิเคราะห์รวมข้อมูลในปี 2024 โดยทีม Oeding จาก Mayo Clinic ที่รวมผู้ป่วย 1,993 คน พบว่า PRP ให้ผลดีกว่า "ยาน้ำเลี้ยงข้อเทียม" (hyaluronic acid) ในการบรรเทาอาการอย่างชัดเจน อัตราที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าอาการดีขึ้นจริงสูงกว่ายาน้ำเลี้ยงข้อเทียมถึง 2 เท่า และผู้ป่วยที่ฉีด PRP มีโอกาสไม่ต้องกลับมารักษาซ้ำสูงกว่าด้วย

"[3]" แต่ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยใหญ่ของออสเตรเลียปี 2021 ในวารสาร JAMA โดยทีม Bennell ซึ่งฉีด PRP ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะต้นถึงปานกลาง 288 คน เปรียบเทียบกับน้ำเกลือ "พบว่าไม่ต่างกัน" ที่ 12 เดือน ทั้งในเรื่องอาการปวดและปริมาตรกระดูกอ่อนที่เห็นจากการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

สรุปง่ายๆ คือ งานวิจัยส่วนใหญ่บอกว่า PRP ดีกว่าน้ำเกลือและดีกว่ายาน้ำเลี้ยงข้อเทียม แต่ยังมีงานวิจัยคุณภาพสูงบางตัวที่ไม่เห็นความแตกต่าง ทำให้คำแนะนำของแต่ละสมาคมแพทย์ยังไม่เหมือนกัน

ทำไมผลวิจัยจึงไม่ตรงกัน

เหตุผลใหญ่คือ "PRP ไม่ใช่ของเหมือนกันทุกขวด"

วิธีปั่นต่างกัน ความเข้มข้นของเกล็ดเลือดต่างกัน บางแบบมีเม็ดเลือดขาวปนมาด้วย บางแบบกรองออก จำนวนครั้งที่ฉีดก็ต่างกัน บางคลินิกฉีดครั้งเดียว บางที่ฉีด 3 ครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์

ปัจจัยอีกอย่างที่สำคัญมากคือ "ใครเป็นคนฉีด" และ "เลือกผู้ป่วยถูกหรือไม่" คนไข้ที่ข้อเสื่อมไม่มาก จะได้ผลดีกว่าคนที่ข้อเสื่อมมากแล้ว และการฉีดโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงนำทาง (ultrasound-guided injection) จะช่วยให้ฉีดเข้าตรงตำแหน่งในข้อจริงๆ ไม่หลุดเข้าเนื้อเยื่อข้างเคียง

คนแบบไหนที่ "เหมาะ" กับการฉีด PRP

จากงานวิจัยและประสบการณ์ทางคลินิก กลุ่มที่มักได้ผลดีคือ

"[1]" ผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อม "ระยะที่หนึ่งถึงสาม" จากการเอกซเรย์ คือข้อยังพอมีช่องว่างเหลืออยู่ กระดูกอ่อนยังไม่หายไปทั้งหมด

"[2]" ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังเกิน 3 เดือน และลองรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอื่นๆ แล้วไม่ได้ผลที่น่าพอใจ เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัด ใช้ยาแก้อักเสบ

"[3]" ผู้ที่มีอายุน้อยถึงปานกลาง คนที่อายุไม่มากเกินไป มักตอบสนองดีกว่า เพราะกระดูกอ่อนยังพอมี ความสามารถในการฟื้นตัวยังดีอยู่

"[4]" ผู้ที่ไม่อยากผ่าตัด หรือยังไม่พร้อมผ่าตัดในขณะนี้ อาจเป็นเพราะอายุยังน้อย ยังทำงาน ดูแลครอบครัว หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้เสี่ยงต่อการดมยาสลบ

"[5]" ผู้ที่กินยาแก้อักเสบไม่ได้ เพราะมีปัญหากระเพาะ ตับ ไต หรือกินยาแล้วเกิดผลข้างเคียง

คนแบบไหนที่ "ไม่เหมาะ" กับการฉีด PRP

"[1]" ผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อม "ระยะที่สี่" ซึ่งเป็นระยะรุนแรง คือกระดูกอ่อนหายเกือบหมด ข้อแคบมากจนกระดูกชนกัน ขาผิดรูป กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ตอบสนองไม่ดี และมักต้องพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ามากกว่า

"[2]" ผู้ที่มีการติดเชื้อในข้อ หรือมีการติดเชื้อในร่างกาย เช่น ไข้ ผื่นบริเวณที่จะฉีด เพราะการฉีดอาจพาเชื้อเข้าข้อ

"[3]" ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เพราะกลไกการเกิดโรคต่างจากข้อเข่าเสื่อม PRP ไม่ใช่ทางเลือกหลักของกลุ่มนี้

"[4]" ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดและไม่สามารถหยุดได้ชั่วคราว หรือผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำมาก เพราะอาจมีปัญหาเลือดออกหลังฉีด และคุณภาพ PRP ที่ได้อาจไม่ดี

"[5]" ผู้ที่เป็นมะเร็งที่ยังรักษาไม่จบ เพราะสารกระตุ้นการเจริญใน PRP อาจส่งผลต่อเซลล์มะเร็ง

"[6]" ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร เพราะยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ

"[7]" ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกิน ดัชนีมวลกายเกิน 35 แม้ฉีดได้ แต่ผลมักไม่ดี ควรลดน้ำหนักก่อน เพราะน้ำหนักเป็นต้นเหตุของแรงกดบนข้อ

"[8]" ผู้ที่ขาผิดรูปมาก เช่น ขาโก่งมาก ขาฉิ่งมาก เพราะแรงกดในข้อจะไปลงด้านใดด้านหนึ่งมากเกิน PRP ช่วยได้น้อย ต้องแก้ไขเรื่องการรับน้ำหนักก่อน

"[9]" ผู้ที่เพิ่งได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา เพราะสเตียรอยด์อาจรบกวนการทำงานของ PRP ควรรอให้พ้นระยะที่ยาออกฤทธิ์ก่อน

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจฉีด

PRP ไม่ใช่การรักษาที่ "ผ่าน FDA สำหรับข้อเข่าเสื่อมโดยเฉพาะ" หลายประเทศจัดเป็นการรักษาทางเลือก ไม่ครอบคลุมในประกันสุขภาพ ราคาต่อครั้งสูง

PRP ไม่ใช่การ "ปลูกกระดูกอ่อนใหม่" ดังที่บางโฆษณาอ้าง งานวิจัยที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าวัดปริมาตรกระดูกอ่อนพบว่า PRP "ไม่ได้เพิ่ม" ปริมาณกระดูกอ่อนอย่างชัดเจน สิ่งที่ PRP ช่วยได้คือ "ลดอาการ" ไม่ใช่ "สร้างกระดูกอ่อนใหม่"

ผลของ PRP มักเริ่มเห็นที่ 4 ถึง 6 สัปดาห์ และอยู่ได้ประมาณ 6 ถึง 12 เดือน ขึ้นกับแต่ละคน บางคนอาจต้องฉีดซ้ำเป็นรอบ และในระหว่างนั้นต้องดูแลตัวเองคู่กันไปด้วย ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรง

ปัจจัยที่ทำให้ PRP "ได้ผลจริง"

จากงานวิจัยล่าสุด ปัจจัยที่ทำให้ PRP ได้ผลดีคือ

"[1]" เลือกผู้ป่วยให้ถูก คือข้อเข่าเสื่อมระยะที่หนึ่งถึงสาม

"[2]" ความเข้มข้นของเกล็ดเลือดต้องสูงพอ งานวิจัยใหม่ๆ บอกว่าต้องมีจำนวนเกล็ดเลือดรวมแล้วประมาณ 4 พันล้านถึง 10 พันล้านเกล็ดต่อครั้ง

"[3]" ฉีดเข้าข้อตรงตำแหน่ง การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงนำทางช่วยให้แม่นยำกว่าฉีดแบบใช้แค่การคลำ

"[4]" ฉีดเป็นชุด งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกัน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ไม่ใช่ฉีดครั้งเดียวจบ

"[5]" ต้องทำควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อ ทำกายภาพ ฉีด PRP อย่างเดียวไม่ทำอะไรเลย ผลจะอยู่ไม่นาน

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

ฉีดแล้วเจ็บไหม

โดยปกติเจ็บประมาณการฉีดยาเข้ากล้าม บางคนอาจมีอาการตึงในข้อ 1 ถึง 2 วันหลังฉีด สามารถประคบเย็นได้

ฉีดแล้วเดินได้ทันทีไหม

เดินได้ทันทีหลังฉีด แต่ควรเลี่ยงกิจกรรมหนักประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ PRP มีเวลาทำงาน

PRP กับยาน้ำเลี้ยงข้อเทียมต่างกันอย่างไร

ยาน้ำเลี้ยงข้อเทียมคือสารหล่อลื่นจากภายนอก ส่วน PRP คือสารกระตุ้นการซ่อมแซมจากเลือดของตัวเอง งานวิจัยใหม่ๆ ส่วนใหญ่บอกว่า PRP ให้ผลดีกว่ายาน้ำเลี้ยงข้อเทียมเล็กน้อยในระยะ 6 ถึง 12 เดือน

PRP กับยาสเตียรอยด์ต่างกันอย่างไร

ยาสเตียรอยด์ลดอาการได้เร็วใน 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก แต่ผลสั้น และถ้าฉีดบ่อยอาจเร่งการเสื่อมของกระดูกอ่อน ส่วน PRP ออกฤทธิ์ช้ากว่า แต่ผลอยู่ได้นานกว่า และน่าจะปลอดภัยกว่าในระยะยาว

ฉีด PRP แล้วยังต้องลดน้ำหนัก ออกกำลังกายไหม

ต้องทำเสมอ น้ำหนักทุก 1 กิโลกรัมที่เพิ่ม คือแรงกดบนข้อเข่าเพิ่ม 4 กิโลกรัมขณะเดิน ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ผลของ PRP จะอยู่ไม่นาน

สรุปสั้นๆ ที่อยากให้จำ

"[1]" PRP เป็นทางเลือกหนึ่งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในข้อเข่าเสื่อมระยะที่หนึ่งถึงสาม

"[2]" ไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่ใช่ทุกคนที่ฉีดแล้วได้ผล การเลือกผู้ป่วยให้ถูกคือเรื่องสำคัญที่สุด

"[3]" ระยะที่สี่ คือเสื่อมมากจนข้อแคบเกือบหมด ส่วนใหญ่ไม่เหมาะ ควรพิจารณาผ่าตัด

"[4]" PRP ลดอาการได้ แต่ไม่สร้างกระดูกอ่อนใหม่

"[5]" ต้องทำควบคู่กับลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และเลือกหมอที่ใช้ ultrasound นำทางในการฉีด

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

―――――――――――――――――――――――

#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #PRPเข่า #ฉีดPRPเข่า #รักษาข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่าเรื้อรัง #ข้อเข่าเสื่อมไม่ผ่าตัด #ฉีดเกล็ดเลือดเข้าข้อ #ปวดเข่าผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #PRP #KneeOsteoarthritis #PlateletRichPlasma #UltrasoundGuidedInjection #OrthobiologicsTreatment

Comments

Popular posts from this blog

PRP คือยาวิเศษจริงไหม? ใครบ้างที่ฉีดแล้วคุ้ม? และใครที่ฉีดไปก็เสียเปล่า?

"หมอครับ... ถ้าฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมก็ดี ฉีด PRP เกล็ดเลือดก็ดี แล้วทำไมเราไม่ฉีดมันพร้อมกัน 2 อย่างเลยล่ะครับ? แบบนี้มันจะเป็น 'ซูเปอร์คอมโบ' รักษาเข่าเสื่อมได้ดีที่สุดเลยไหมครับ?"

"หมอครับ ระหว่างฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม กับฉีด PRP เกล็ดเลือดของตัวเอง แบบไหนดีกว่ากันแน่ครับ? ผมเพิ่งเริ่มเป็นระยะแรกเอง ไม่อยากตัดสินใจผิด"